Like and Share

                เมืองร้อยเอ็ดเจ็ดประตูแต่โบราณนั้น  มาสิ้นชื่อสูญไปเพราะน้ำตามตำนานเมืองเล่าว่า  เกิดน้ำท่วมใหญ่  จนกระทั่งเมืองร้อยเอ็ดถล่มจนหายกลายเป็นเมืองร้าง  ก็คงเหมือนสมัยน้ำท่วมโลกที่ปรากฏในคัมภีร์ไปเบิลครั้งโนอานั่นกระมัง

                เมืองร้อยเอ็ดเลยร้างไปแต่ครั้งนั้น

                ส่วนประวัติศาสตร์ใหม่ของเมืองร้อยเอ็ด  มาเริ่มอีกทีก็ในปีพ.ศ. 2256  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ครั้งกระนั้นนครจำปาศักดิ์  อันเป็นเมืองใหญ่ทางใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบันยังเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรอยุธยา  มีเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร  เป็นเจ้าผู้ปกครองนครจำปาศักดิ์

                ในบรรดาผู้ที่เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูลเคารพนับถือ  มีพระอาจารย์เก่าแก่ของพระองค์คนหนึ่งคือ  พระอาจารย์แก้ว  ซึ่งเคยมีบุญคุณกันมาเลี้ยงดูอุปการะเป็นอย่างดี  เมื่อพระองค์มีอำนาจวาสนานับเป็นกตัญญูกตเวทีน่าสรรเสริญ

                ครั้งต่อมาในปี พ.ศ. 2261  เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร  ได้มอบไพร่พลให้พระอาจารย์แก้วประมาณสามพะนคร ไปหาที่สร้างเมืองขึ้นปกครอง  พระอาจารย์แก้วจึงเดินทางข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาสู่แผ่นดินภาคอีสานปัจจุบัน  ผ่านมาทางเขตเมืองอุบลราชธานี  ยโสธรซึ่งสมัยนั้นยังเป็นแผ่นดินร้างว่างเปล่า  จนกระทั่งถึงริมแม่น้ำเสียวในเขตบ้านทุ่ง  ที่ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิของร้อยเอ็ด 

                ณ บ้านทุ่ง  พระอาจารย์แก้วได้สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นนั่นเสร็จแล้วก็ขึ้นปกครองบ้านเมืองอยู่ได้เพียง 2 ปี  ก็ถึงอนิจกรรม  เมื่อ ปี พ.ศ. 2263 ดังนั้น  เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร  จึงโปรดฯ ให้ท้าวมืด  บุตรชายคนโตของพระอาจารย์แก้ว  เป็นเจ้าเมืองสืบต่อมา  โดยมีท้าวทน  น้องชายเป็นอุปฮาด

                ประวัติเมืองร้อยเอ็ดเล่าว่า  การที่บุตรชายคนโตของพระอาจารย์แก้วมีนามว่า  ท้าวมืด  นั้นก็เพราะเกิดในวันที่มีสุริยุปราคา  ท้องฟ้ามืดมิดเหมือนกลางคืน  ก็เลยตั้งชื่อบุตรชายว่า  ท้าวมืด

                ท้าวมืดปกครองบ้านทุ่งหรือเมืองสุวรรณภูมิอยู่นานถึง 43 ปี  นับว่าอายุยืนยาว  มาถึงอนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2306  พอท้าวมืดตายไปความยุ่งยากก็เกิดขึ้นที่เมืองสุวรรณภูมิ  นับถือ  บุตรชายสองคนของท้าวมืด  คือ  ท้าวเชียง  และ  ท้าวศูนย์  อยากจะขึ้นครองเมืองสุวรรณภูมิเสียงเอง  แต่ท้าวทนซึ่งเป็นอาและเป็นอุปฮาดก็ไม่ฟังเสียงขึ้นครองเมืองสุวรรณภูมิต่อมา  เป็นเหตุให้เท้าเชียงและท้าวศูนย์ไม่พอใจอย่างยิ่งจึงพากันหนีจากเมืองสุวรรณภูมิลงมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว  ณ กรุงศรีอยุธยาของพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  พร้อมกับของทัพไปตีเมืองสุวรรณภูมิ

                ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์    กรุงศรีอยุธยา  โปรด ฯ ให้พระยาพรหม  และ  พระยากรมท่า  เดินทางไปจัดการบ้านเมืองแถบนี้ให้เรียบร้อย  โดยมีท้าวเชียงและท้าวศูนย์  ร่วมมาในคราวนั้นพร้อมด้วยไพร่พลส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา

                ข่าวหลายทั้งสองไปขอทัพจากกรุงศรีอยุธยารู้ถึงท้าวทน  ก็รู้สึกแค้นในเป็นประมาณ  แต่ก็ไม่อาจจะสู้ทัพกรุงศรีอยุธยาได้  พอกองทัพจวนจะมาถึงท้าวทนก็หนีออกจากเมืองทุ่ง  ไปตั้งมั่นอยู่ที่บ้านกุดจอก  หรือบ้านดงเมืองจอก  หรือบ้านดงเมืองจอก  ซึ่งอยู่ในในเขตอำเภออาจสามารถ  จังหวัดร้อยเอ็ดปัจจุบัน

                เมื่อพระยาพรหม  พระยากรมท่า  ท้าวเชียง  และ  ท้าวศูนย์มาถึงเมืองทุ่งก็เข้าได้โดยง่าย  พระยาพรหม  พระยากรมท่าได้ให้ท้าวเชียงขึ้นครองทุ่งและท้าวศูนย์เป็นอุปฮาด  ก็นับว่าเป็นที่สมปรารถนาของท้าวเอทั้งสอง

                ด้วยเหตุนี้เอง  อาณาเขตของเมืองทุ่งจึงตกอยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุยา  แทนที่จะขึ้นต่อนครจำปาศักดิ์เหมือนเดิม

                ท้าวเชียงและท้าวศูนย์นั้น  เห็นทีจะเป็นผุ้มีสติปัญญาอ่อนแอด้วยปรากฏว่า  เมื่อขึ้นนั่งเมืองแล้ว  ท้าวเชียงต้องไปอ้อนวอนขอโทษท้าวทนผู้เป็นอา  ให้มาช่วยปกครองบ้านเมือง  คล้ายๆกับเป็นที่ปรึกษาท้าวทนถึงจะโกธรหลายแต่ก็ทนอ้อนวอนไม่ไหว  จึงมาช่วยปกครองเมืองสืบมา

                ในปี พ.ศ. 2315  ได้ย้ายที่ตั้งเมืองจากบ้านทุ่งไปตั้งที่บ้านดงช้างสาร  ซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งเมืองเดิมประมาณ 100 เส้น หรือ 4 กิโลเมตรเมื่อสร้างเมืองใหม่แล้วก็ให้ชื่อว่า  เมืองสุวรรณภูมิ  และนี่ก็คืออำเภอหนึ่งของจังหวัดร้อยเอ็ดนั้นเอง

                เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2318

                ท้าวทน  ซึ่งมาช่วยหลานปกครองเมืองสุวรรณภูมิ  ทนเหมือนชื่อต่อไปอีกไม่ไหว  จึงชวนสมัครพรรคพวกที่ภักดีต่อตน  พร้อมกับเทครัวอพยพออกจากเมืองสุวรรณภูมิ  เดินทางมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือหวังไปตาบเอาดาบหน้า  จนกระทั่งมาถึงบริเวณบ้านกุ่ม  อันเคยเป็นที่ตั้งเมืองร้อยเอ็ดแต่โบราณ  ซึ่งร้างไปเป็นร้อยๆ  ปีมาแล้ว  ท้าวทนเห็นว่าบริเวณนี้เป็นชัยภูมิอันดี  ควรจะตั้งเมืองใหม่  จึงหยุดพักไพร่พลสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้น    บริเวณเก่าของร้อยเอ็ดเจ็ดประตู

                เมื่อสร้างเมืองขึ้นแล้ว  ก็มีใบบอกมากราบบังทูลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช    กรุงธรบุรี  ของอยู่ในขอบขัณฑสีมาสืบไป  ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  โปรดฯ  ให้ท้าวทนเป็นพระขัติยะวงศาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองร้อยเอ็ดสืบมา  นับปี พ.ศ.2318

                นับมาถึงวันนี้  เมืองร้อยเอ็ดจึงมีอายุได้ 206 ปีแล้ว

                พระขัติยะวงศา  เจ้าเมืองคนแรกของร้อยเอ็ด  ท่านเป็นคนเก่งบ้านเมืองจึงเจริญอย่างรวดเร็ว  ตรงกันข้ามกับเมืองสุวรรณภูมิที่มีแต่เสื่อมลงๆ  ซึ่งปรากฏว่า  เมื่อท้าวเชียงถึงแก่อนิจกรรมนั้น  ท้าวศูนย์หาได้ขึ้นนั่งเมืองไม่  กลับกลายเป็นท้าวโล๊ะ  บุตรชายของท้าวเชียงขึ้นครองเมืองแทน  มีบรรดาศักดิ์เป็น  พระรัตนวงษา  อันเป็นบรรดาศักดิ์ของผู้ครองเมืองสุววรณภูมิต่อมาอีกหลายองค์  จนกระทั่ง  รัชกาลที่ 5 ทรงจัดปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลนั้นปรากฏว่าเมืองสุวรรณ  ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอขึ้นกับร้อยเอ็ด

                ความเจริญของสุวรรณภูมิจึงหมดลงเพียงแค่นี้  ส่วนร้อยเอ็ดก็เป็นเมืองใหญ่  จนกระทั่งเป็นจังหวัดในปัจจุบัน

ที่มา : สารคดีท่องเทียวเพื่อสนับสนุนการเดินทางและการท่องเที่ยว